iMac ครั้งแรกกับการใช้คอมพิวเตอร์ Mac

ไม่รู้ตอนนี้ยังมีคนที่สนใจอยากจะใช้งานคอมพิวเตอร์ Mac แต่ก็ยังกลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวว่าการเปลี่ยนจากการใช้พีซีเป็น Mac จะมีปัญหาอะไรให้ต้องกังวลบ้างอยู่หรือไม่

บทความโดย : Daddy Ai

มีหลายอย่างที่สนใจ มีหลายอย่างที่กังวล

ตอนที่ผมเองสนใจอยากจะลองใช้คอมพิวเตอร์ Mac ของ Apple เมื่อ 3 ปีก่อน ผมก็คิดและชั่งใจอยู่นาน ตอนนั้นดูเหมือนว่าจะมีคนที่มีความรู้สึกเหมือนกันอยู่ไม่น้อย รู้สึกกังวลว่าเปลี่ยนแล้วจะดีอย่างที่คิดหรือคาดหวังไว้ไหม จะใช้งานยากไหม จะมีปัญหากับการทำงานที่ต้องทำไหม และอีกต่างๆ นานา ก็จะไม่ให้กังวลได้ยังไง สาเหตุของความกังวลดูจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ อันนี้ผมคิดเองนะคือ หนึ่งราคาค่าตัวไม่ใช่ถูกๆ นี่น่า รุ่นเริ่มต้นก็ 39,900 บาทแล้ว และถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาดูเหมือนว่าค่าซ่อมแต่ละอย่างหลักหลายพันถึงหลักหมื่นทั้งนั้นเลย เรียกว่าถ้าซ่อมทีละก็หน้ามืด

แน่นอนว่าจะใช้ Mac ก็ควรจะต้องมี Apple Care ซึ่งปีแรกมีให้มาพร้อมกับตอนที่ซื้อเครื่อง แต่ปีต่อไปต้องซื้อเอง Apple Care ของ iMac อยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท ถ้า Macbook Pro อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท ก็หลายบาทอยู่นะ

รู้ทั้งรู้แบบนี้แต่ก็ยังไม่วายสนใจและอยากจะใช้อยู่อีก นั่นก็เป็นเพราะเสียงลือเสียงเลาอ้างที่บอกว่า เครื่อง Mac เสถียร ทำงานลื่นไหลไม่มีสะดุด ไม่มีไวรัส และสิ่งประทับใจที่สัมผัสได้เองคือการออกแบบและวัสดุที่ใช้ และหน้าจอสวย

สุดท้ายตัดสินใจเลือก iMac 21.5 นิ้ว

คิดอยู่สักพักใหญ่ๆ เมื่อตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะลองคบหากับ Mac ดูสักตั้ง ตอนไปที่ร้านก็มีสิ่งที่ต้องคิดอีกนิดหน่อยคือ แล้วจะใช้ iMac ซึงเป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ หรือจะใช้ Macbook Pro ซึ่งเป็นโน้ตบุ้กดีล่ะ

สุดท้ายคิดว่าตัวเองทำงานอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะต้องออกนอกบ้าน ออกนอกบ้านก็ใช่ว่าจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานสักเท่าไร จึงคิดว่าเลือก iMac แล้วกัน จอใหญ่ๆ นั่งทำงานอยู่หน้าจอวันละหลายชั่วโมงหน้าจอสบายตากว่า อีกทั้งมีหลายงานที่ต้องทำพร้อมๆ กัน จอใหญ่ๆ ก็น่าจะสะดวก มีพื้นที่ในการเปิดหน้าต่างและโปรแกรมต่างๆ ได้สบายหน่อย มีงานเกี่ยวกับกราฟิคบ้างกับงานจัดหน้าหนังสือ จอใหญ่ๆ นี่แหละน่าจะลงตัวที่สุด

และส่วนตัวชอบดูหนังอยู่แล้วด้วย จอใหญ่ๆ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าอีกเช่นกัน เอาเป็นว่า iMac ซึ่งตอนนั้นเป็นรุ่น iMac mid 2011 หน้าจอ 21.5 นิ้ว ซีพียู Core i5 แรม 4 กิกะไบต์ ฮาร์ดดิสก์ 500 กิกะไบต์

ตอนที่ซื้อเครื่องทางร้านแนะนำ (ออกแนวเชียร์) ให้ซื้อประกันความเสียหายด้วย (เป็นคนละส่วนกับ Apple Care) ประกันที่ว่าปีละ 600 บาท กรณีที่เราทำเครื่องตกหล่นเสียหายสามารถเคลมได้ ซื้อก็ซื้อเพื่อความอุ่นใจ จ่ายตังค์เสร็จเรียบร้อยก็หิ้วเครื่องกลับบ้าน

แกะกล่อง iMac

ในชุดประกอบด้วยตัวเครื่องซึ่งเป็นทั้งหน้าจอและฮาร์ดแวร์อยู่ในตัวเดียวกัน Apple Wireless Keyboard และ Apple Magic Mouse มีอุปกรณ์แค่ 3 ชิ้นแต่กล่องค่อนข้างใหญ่และหนักอยู่เหมือนกัน ตอนที่แกะกล่องผมได้ถ่ายภาพต่างๆ เอาไว้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเก็บภาพไว้ที่ไหน หาไม่เจอเสียแล้ว

เวลาแกะกล่องออกมาแล้ว ถ้าไม่ลำบากเกินไปอาจจะเก็บกล่องเอาไว้ก่อนก็จะดี เวลาที่ต้องมีการย้ายที่อยู่หรือต้องยกเครื่องไปที่อื่น เวลาใส่กล่องของมันเองจะขนย้ายได้สะดวก หรือถ้าวันหนึ่งจะต้องขายเครื่อง ลงรายละเอียดว่าขายยกกล่อง พร้อมกล่อง ดูเหมือนว่าจะดูดีขึ้นมานิดนึงมั้ง (อันนี้คิดเอง)

หลังแกะกล่องเสร็จก็ลงมืดติดตั้งวางอุปกรณ์เข้าที่เข้าทาง จะได้เปิดเครื่องขึ้นมาใช้งานสักที เป็นอย่างหนึ่งที่ผมชอบในเครื่อง Mac อย่าง iMac มากๆ คือ ไม่มีอุปกรณ์ต่อพ่งและสายไฟพะรุงพะรัง จอและซีพียูรวมกันอยู่เป็นชุดเดียว และมีสายไฟเพาเวอร์เพียงเส้นเดียวที่ต่อจากตัวเครื่อง ส่วนคีย์บอร์ดและเมาส์ต่างก็เป็นแบบไวเลส

โต๊ะทำงานดูโล่งและเรียบร้อยจากอุปกรณ์คอมเดิมๆ ขึ้นเยอะเลย แต่สุดท้ายมันก็รกด้วยของอย่างอื่นแทน ฮ่าๆๆๆ

สิ่งที่ต้องปรับตัวเมื่อเปลี่ยนจากพีซีไปใช้ Mac

ผมพยายามนึกถึงสิ่งที่ผมต้องปรับตัวเมื่อ 3 ปีก่อน ว่าตอนที่ต้องเปลี่ยนจากพีซีไปใช้ iMac มีอะไรที่ผมต้องปรับเปลี่ยนบ้าง จะลองรวบรวมและไล่เรียงเท่าที่พอจะนึกออกนะครับ

– คีย์บอร์ด ดูจะเป็นคำถามยอดฮิตเหมือนกันสำหรับเรื่องการใช้งานคีย์บอร์ดของ Mac ที่ไม่เหมือนกับพีซี ใครกังวลเรื่องนี้ผมอยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลเลยเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก โดยรวมแล้วคีย์บอร์ดสำหรับพีซีกับ Mac ก็เป็นคีย์บอร์ดแบบ QWERTY เหมือนกัน ดังนั้นเรื่องการพิมพ์ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องของ Shortcut ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนภาษา คีย์บอร์ด Mac จะใช้วิธีกดปุ่ม command + spacebar หรือคีย์ลัดอื่นๆ แทนที่จะกดปุ่ม control + ปุ่มอะไรก็ว่ากันไป แต่คีย์บอร์ด Mac จะต้องกดปุ่ม command แทน ทำความคุ้นเคยไม่นานนัก ก็สามารถใช้และพิมพ์งานได้ตามปกติแล้ว

– การใช้เมาส์ เรื่องการใช้เมาส์นี่ผมว่าไม่ใช่เรื่องการปรับตัวนะ เป็นเรื่องของการเรียนรู้เพิ่มเติมมากกว่า เพราะเมาส์ของ iMac กับ Apple Magic Mouse มีพื้นฐานการใช้งานคลิกซ้ายคลิกขวาเหมือนกับเมาส์ของพีซีนั่นแหละ แต่ที่ว่าต้องเรียนรู้เพิ่มเติมคือ การใช้ความสามารถของเมาส์ในส่วนของ Gesture Control ซึ่งเมาส์ของพีซีไม่มี ในเรื่องนี้เป็นความสนุกที่ได้เรียนรู้ และเมื่อเข้าใจแล้วมันช่วยให้การใช้งานลื่นไหลและสะดวกขึ้นไม่น้อยเลย

– การเข้าถึงไดรฟ์ เรื่องของไดรฟ์และโฟลเดอร์ของ iMac จะไม่มีไดรฟ์ C: ไดรฟ์ D: เหมือนกับพีซี การเข้าถึงไดรฟ์เปลี่ยนจาก My Computer เป็น Finder ก็แค่ชื่อเรียกต่างกัน แล้วก็คำสั่งต่างๆ ก็จะต่างกันอยู่หลายอย่าง ก็แค่แรกๆ เท่านั้นที่จะรู้สึกติดขัดไปบ้าง

– การตั้งค่า การตั้งค่าใน System Preference ก็จะต่างจากการตั้งค่าใน Control Panel แต่ถ้าดูดีๆ ก็เป็นศูนย์รวมการตั้งค่าเหมือนกันนี่แหละ โดยแยกการตั้งค่าส่วนต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งค่าหน้าจอ ตั้งค่าคีย์บอร์ด ตั้งค่าการเชื่อมต่อ ฯลฯ

– การติดตั้งโปรแกรม วิธีการลงโปรแกรมจะแตกต่างจากพีซีอยู่มาก สะดวกกว่าตรงที่ขั้นตอนการติดตั้งจะน้อยกว่า

– การใช้งานโปรแกรม ถ้าเป็นโปรแกรมทั่วไปอย่าง Adobe จะไม่ต่างกันเท่าไรระหว่างฝั่งพีซีกับฝั่ง Mac แต่โปรแกรมเฉพาะอย่างโปรแกรมออฟฟิศ Page, Keynote และ Numbers เวลาทำงานเสร็จต้องแปลงไฟล์ก่อนถ้าต้องใช้ร่วมกับผู้อื่นที่ใช้พีซีหรือวินโดว์ แต่แม้ว่าจะแปลงไฟล์แล้วก็ดูจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะใช้โปรแกรม Microsoft Office สำหรับ Mac แต่จากที่ผมลองใช้งาน ดูเหมือนว่าก็จะไม่เข้ากันดีสักเท่าไร เมื่อต้องนำไฟล์ไปเปิดในพีซี

สิ่งที่ประทับใจในการใช้ iMac

หลังจากที่ได้ใช้ iMac อยู่สักพัก จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 3 ปีเต็มๆ ผมค่อนข้างถึงพอใจ และไม่รู้สึกเสียดายเงินที่ต้องจ่ายไปสักเท่าไร สำหรับผมที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานจริงๆ จังๆ เรียกว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สะดุดไม่ได้ กับประสิทธิภาพที่ได้จาก iMac ถือว่าคุ้ม ถ้าพูดถึงความประทับใจว่ามีอะไรบ้าง ที่ผมนึกออกตอนนี้ก็จะมี…

– Gesture Control ความสามารถของเมาส์ที่บอกไปแล้ว การใช้ 2 นิ้ว 3 นิ้วสัมผัสบนตัวเมาส์ในลักษณะต่างๆ ทำให้ควบคุมและใช้งานได้สะดวกขึ้น

– Multi Windows สามารถเพิ่มหน้าจอได้หลายหน้าจอ เวลาต้องทำงานหรือเปิดโปรแกรมหลายๆ โปรแกรมพร้อมกันแล้วค่อนข้างสะดวก เปิดโปรแกรมหนึ่งกับงานๆ หนึ่งไว้หน้าหนึ่ง อีกงานอีกโปรแกรมก็ทำอยู่อีกหน้าจอหนึ่งแยกกันไป

– Mission Control คือการดูหน้าจอรวมทั้งหมดว่าเราเปิดโปรแกรมอะไรไว้ที่หน้าไหนบ้าง สามารถสลับตำแหน่งของหน้าจอใหม่ได้ตามที่ต้องการ หรือจะย้ายโปรแกรมใดที่เปิดไว้หน้าจอไหนไปยังหน้าจออื่นก็ได้

– ไม่มีไวรัส เรื่องไวรัสในทางเทคนิคผมเองก็ไม่แน่ใจ เห็นมีบทความเขียนประมาณว่า แน่ใจหรือว่า Mac ไม่มีไวรัส ผมจึงไม่แน่ใจตกลงมีหรือไม่มี แต่ที่แน่ๆ ตลอดการใช้งาน 3 ปี ผมไม่เคยสแกนไวรัสเลย เป็นสิ่งที่ผมขี้เกียจที่สุดตอนใช้วินโดว์ และไม่เคยฟอร์แมตเครื่องเลย

– ไม่ต้องไปร้านคอมตลอด 3 ปี ด้วยความที่ไม่เจอไวรัสเลย เครื่องไม่มีปัญหาอะไรเลย จากที่เคยใช้พีซีประมาณ 4-5 เดือนผมจะต้องยกคอมไปให้ร้านคอมฟอร์แมตสักที แต่ตอนที่ใช้ iMac ผมไม่เคยต้องทำอย่างนั้นอีกเลย

ด้วยความที่ผมใช้งานที่ต้องใช้เป็นหลักไม่ค่อยซอกแซกลองเล่นโน่นเล่นนี่เหมือนกับคนที่เก่งๆ เรื่องคอมเขาทำกันสักเท่าไร ทำให้ผมไม่เจอปัญหาอะไรเท่าไรด้วยล่ะมั้ง ประสบการณ์ที่ผมมีต่อ iMac จึงเป็นไปในทางบวก ค่อนข้างจะพึงพอใจ อีกทั้งคงเป็นโชคดีด้วยที่ว่า เครื่อง iMac ที่ผมได้มานั้นไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องปวดหัว

ผมเห็นบางคนแชร์ว่าในช่วงปีหนึ่งส่งเคลมอยู่หลายครั้ง ดีที่ว่ามี Apple Care ถ้าซ่อมเองคงหมดค่าซ่อมเป็นหมื่นแล้ว ตอนที่ผมซื้อเครื่องมีเหตุการณ์ชวนให้วิตกอยู่เหมือนกันคือ เครื่องแรกที่พนักงานยกมาให้ผม พอเปิดเครื่องเพื่อจะทดสอบให้ผมดู ปรากฏว่าหน้าจอติดครึ่งเดียว

เห็นอย่างนั้นผมลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ถึงแม้เอาเครื่องใหม่มาให้ มันคงเป็นล็อตเดียวันแล้วมันจะมีปัญหาเหมือนกันไหม แต่ก็คิดว่าเอาน่ะ ลองดู มีปัญหาก็ส่งซ่อม มี Apple Care นี่น่า ตั้งใจแล้วนี่ว่าจะลองคบหากับ Mac ดูสักตั้ง

ถ้ามีปัญหาอะไรก็จะได้มีเรื่องเอาไว้คุยได้อีก โชคดีจริงๆ ตลอด 3 ปี ผมไม่มีปัญหาเลย แต่ก็ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะดีไปเสียหมด มันก็มีเรื่องกวนใจอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น การใช้งานงาน Apple Wireless Keyboard กับ Apple Magic Mouse บ่อยครั้งที่ใช้ๆ อยู่แล้วสัญญาณ Bluetooth ก็หลุด กำลังทำงานอยู่เพลินๆ ก็ต้องชะงัก ต้องรอแป๊บหนึ่งกว่าจะใช้ต่อได้

แรม 4 กิกะไบต์กับการใช้งาน Indesign, Photoshop กับโปรแกรมอื่นๆ พร้อมๆ กัน ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไร ต้องใจเย็นๆ หน่อย ถ้าจะเพิ่มแรมเป็น 8 กิกะไบต์ต้อง่ายเพิ่มอีกประมาณ 3,000 บาท ตลอด 3 ปีผมคิดว่าจะเพิ่มแรมอยูาหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้เพิ่ม

ระหว่างการใช้งานมีบ้างเหมือนกันที่ iMac แฮ้งค์และค้างจนต้องกดปุ่ม Power เพื่อปิดและเปิดเครื่องใหม่ แต่ก็ไม่บ่อย อ้อ อีกปัญหาที่ชวนปวดหัวกับผมมากคือ การใช้ Flash Drive บ้างทีก็มองไม่เห็น บางทีก็เห็นแต่เห็นและใช้พื้นที่ได้แค่ 4 กิกะไบต์เท่านั้น ใส่ไฟล์ใหญ่ๆ แทบไม่ได้ เป็นเรื่องชวนหงุดหงิดอยู่มาก

หลังจากหมด Apple Care ปีแรก ผมได้ต่อ Apple Care อีก ตอนนั้นซื้อที่ร้าน Comseven เขาลดราคาเหลือ 5,500 บาท คุ้มครอง 2 ปี คือปีที่สองและสาม

ตอนที่ผมใช้งานไปได้ประมาณ 2 ปีครึ่งกว่า เกือบจะ 3 ปีแล้ว เมาส์แสดงอาการไม่ค่อยดีนัก คลิกไม่ค่อยติด และเมาส์พ้อยเตอร์ดูจะไม่ค่อยนิ่งเท่าไร แต่อาการยังไม่ชัดนัก ทีแรกคิดว่าจะต้องเสียเงินเสียแล้ว 2,250 บาทมั้ง แต่ลองโทรไปสอบถามกับทาง iCare ได้ข้อมูลว่า อุปกรณ์ต่อพ่วง Apple Wireless Keyboard กับ Apple Magic Mouse ที่มาพร้อมกับ iMac ถือว่าอยู่ในระยะประกันของ Apple Care ของ iMac ด้วย สามารถส่งเคลมเปลี่ยนตัวใหม่ได้

แต่ถ้า Apple Wireless Keyboard กับ Apple Magic Mouse ซื้อต่างหากจะรับประกันให้ 1 ปีเท่านั้น

ขณะที่ตั้งใจว่าจะนำเมาส์ไปเคลม ก็มีเหตุให้ต้องขาย iMac เสียก่อน จึงให้ผู้ที่ซื้อเครื่องนำไปเคลมเอง โดยผมได้ให้ใบเสร็จกับผู้ซื้อไปด้วย เวลาเคลมต้องมีใบเสร็จตอนที่ซื้อเครื่องกับร้านไปยืนยันด้วย นอกจาก Apple Care ซึ่งเช็คทางออนไลน์ได้ว่า Serial Number ตรงหรือเปล่า หากใครทำใบเสร็จหาย อย่างผมซื้อที่ iStudio by Comseven สามารถไปขอรีปริ้นใบเสร็จกับทางร้านได้ แล้วนำไปยื่นที่ iCare

หลังจากใช้ iMac ได้ประมาณ 2 ปี 8 เดือน ผมขายเครื่องไปในราคา 27,000 บาท จากที่ซื้อมา 39,900 บาท ส่วนต่างที่หายไป 12,900 บาท กับระยะเวลา 2 ปี 8 เดือนที่สามารถทำงานได้อย่างราบลื่นดี ผมถือว่าคุ้มค่าและพอใจกับประสบการณ์ครั้งแรกที่ตัดสินใจเลือกใช้ iMac

เหตุผลที่ขาย iMac เนื่องจากเกิดสนใจ Macbook Pro ขึ้นมา อยากจะลองใช้แบบที่พกพาได้ขึ้นมาบ้าง เดี๋ยวผมจะมาแชร์เรื่องของการซื้อและใช้งาน Macbook Pro Retina กันอีกครั้ง

Comments

comments

(Visited 2,756 times, 1 visits today)

You may also like...