รีวิวทริปดอยอ่างขาง เชียงใหม่ เชียงราย 2015

ปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่เป็นโอกาสดีที่ได้กลับไปเยือนภาคเหนืออีกครั้ง หลังจากเช็ควันหยุดและความพร้อมต่างๆ ทั้งเรื่องของที่พักและพาหนะที่ใช้แล้วทริปนี้คงไปเยือนได้เพียง 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่กับเชียงราย โดยแวะเที่ยวได้สัก 5-6 ที่ จะไปเที่ยวที่ไหนบ้างและมีแพลนการเดินทางอย่างไรบ้างตามไปดูกันเลย

บทความโดย : Daddy Ai

เรื่องการไปเที่ยวภาคเหนือนั้นอยู่ในความตั้งใจมานานแล้ว แต่มีเวลาเตรียมตัวและวางแผนการเดินทางจริงๆ แค่ประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะเดินทางจริงๆ เท่านั้น ซึ่งเวลา 1 เดือนในการเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการเดินทางช่วงปีใหม่ถือว่าไม่มากเลย โดยเฉพาะในเรื่องของที่พัก โทรไปติดต่อที่ไหนๆ ส่วนใหญ่ก็จะเต็มกันแล้ว โดยเฉพาะบรรดาที่พักที่ได้รับความนิยม

ดังนั้นเรื่องของที่พักในทริปนี้จึงเป็นการพักแบบธรรมดาๆ เท่านั้น จริงๆ ถ้าเลือกได้ก็อยากไปสัมผัสที่พักที่ได้รับความนิยมที่มีการตกแต่งสวยๆ มีสไตล์ที่พักที่คนชอบรีวิวกันด้วย ที่เชียงใหม่มีเกสต์เฮ้าส์แนวๆ ชิคๆ หลายแห่ง แต่ก็เต็มหมด ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าค่อยไปใหม่ก็ได้ มาว่ากันต่อถึงทริปในครั้งนี้

วางแผนการเดินทางไว้อย่างไร

ในช่วงปีใหม่มีวันหยุด 6 วัน แต่คิดว่าจะเที่ยวสัก 4-5 วันก็พอ จะได้เวลากลับมาพักสักวันสองวันก่อนที่จะถึงวันทำงาน สถานที่และเส้นทางที่แพลนไว้มีประมาณนี้คือ…

วันที่ 1 ดอยอ่างขาง – นอนบนดอย
วันที่ 2 ดอยแม่สลอง – นอนบนดอย
วันที่ 3 ดอยตุง – วัดร่องขุ่น – ไร่บุญรอด – นอนในเมืองเชียงราย
วันที่ 4 วัดพระสิงห์ – ไนท์บาซ่า เชียงใหม่ – นอนในเมือง
วันที่ 5 วัดพระธาติหริภุญชัย-ลำพูน – กลับกรุงเทพฯ

สถานที่ท่องเที่ยวที่คิดไว้ก็จะประมาณนี้ แต่ตอนแรกๆ วันและสถานที่อาจจะสลับกันไปบ้าง ตอนแรกคิดว่าจะไปเที่ยวเชียงรายก่อนแล้วค่อยวนไปดอยแม่สลอง ออกจากแม่สลองไปดอยอ่างขางและค่อยแวะเที่ยวเชียงใหม่ก่อนกลับกรุงเทพฯ สุดท้ายเลือกที่จะไปดอยอ่างขางก่อน

โชคดีอย่างหนึ่งของการเดินทางในทริปนี้ที่แม้จะเป็นการเดินทางในช่วงเทศกาล แต่ก็เป็นการเดินทางไปก่อนที่คนส่วนใหญ่จะหยุดกันจริงๆ ประมาณ 2 วัน แม้ว่าวันที่เดินทางไปจะมีคนหยุดบ้างแล้วแต่ก็ถือว่าไม่หนาแน่น

เริ่มออกเดินทางกันเลย

การกำหนดเป้าหมายว่าจะไปดอยอ่างขางเป็นที่แรก ตั้งใจว่าจะขึ้นไปถึงดอยอ่างขางให้ได้สักประมาณ 10-11 โมงเช้า ไม่เกินจากนี้ อยากมีเวลาเดินเล่นชมบรรยากาศแบบชิวๆ แม้ว่าในคืนนั้นจะนอนบนดอยเลยก็ตาม แต่ในช่วงกลางวันก็อยากมีเวลาที่จะดูโน่นดูนี่แบบไม่ต้องเร่งรีบ ดังนั้นหากจะถึงดอยอ่างขางอย่างที่ตั้งใจก็จะต้องออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ก่อนที่จะถึงกำหนดการเดินทางตามแผนที่วางไว้จริงๆ 1 วัน

ผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลาบ่ายโมงตรงของวันที่ 27 ธันวาคม ขับไปเรื่อยๆ แบบชิวๆ ไปกัน 3 คน พ่อแม่ลูกและสัมภาระเต็มคัน ด้วยความที่ใช้รถขนาดเล็กและขับแบบไม่เร่งรีบเน้นเรื่องความปลอดภัย ช้าแต่ชัวร์ จึงใช้เวลาเดินทางไปพอสมควร

ความตั้งใจแรกเลยคือจะแวะพักที่เมืองเชียงใหม่ที่ไหนสักแห่ง อาจจะมองหาที่พักริมทางหรือเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ที่อยู่ในเส้นทางที่ขับผ่าน กะว่าถึงเชียงใหม่สักประมาณ 4-5 ทุ่ม และเช้าจออกเดินทางแต่เช้าตรู่ประมาณสัก 6 โมงเช้าจะออกเดินทางต่อเลย ระยะทางจากเมืองเชียงใหม่ถึงดอยอ่างขางประมาณ 167 กม. เห็นจะได้ ปกติขับรถระยะทางประมาณนั้นใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่เผื่อเวเลาสำหรับการขับบนเขาและทางที่คดเคี้ยวเผื่อเวลาให้เท่าตัวคือ 5 ชั่วโมง ถ้าออกเดินทาง 6 โมงเช้าจากเมืองเชียงใหม่ เวลา 11 โมงเช้าก็น่าจะถึงดอยอ่างขาง ซึ่งอยู่ในกำหนดการที่ตั้งใจไว้

ขับไปถึงเชียงใหม่เข้าเขตเมืองเป็นเวลา 5 ทุ่มตรงพอดีเลย ซึ่งตอนนั้นไม่รู้สึกเมื่อยหรือล้าแต่อย่างใด รู้สึกสบายๆ และก็ยังไม่ง่วงด้วย จึงคิดว่าใช้แผนสองดีกว่าคือ ขับรถเลยไปนอนที่อำเภอเชียงดาวเลย ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ตรงกลางระหว่างเมืองเชียงใหม่และดอยอ่างขางพอดีคือ จากเชียงใหม่ไปอำเภอเชียงดาวระยะทางประมาณ 80 กม.

ระยะทางจากเชียงใหม่ไปอำเภอเชียงดาวถือว่าไม่ไกลเท่าไร แต่ก็ใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ต้องขับผ่านเขา เส้นทางค่อนข้างมืดและเปลี่ยว มีรถผ่านนับคันได้ นานๆ จะมีผ่านมาสักคัน หากใครจะเดินทางในช่วงกลางคืนแบบนี้ต้องมั่นใจว่ารถพร้อมจริงๆ และก่อนออกจากเมืองเชียงใหม่ควรตรวจสอบและเติมน้ำมันให้เรียบร้อย เพราะปั๊มน้ำมันที่อำเภอเชียงดาวปิดตั้งแต่ 2 ทุ่ม จะเปิดอีกทีก็ตอนตีห้า

และที่สำคัญคือควรเช็คที่พักเอาไว้ให้เรียบร้อย อาจจะไม่ต้องจอง แต่ควรเช็คว่าถ้าไปถึงจะเข้าพักที่ไหนได้บ้าง จะนอนในปั๊มก็คงไม่ได้เพราะปั๊มปิดเข้าไม่ได้ จอดริมทางก็อันตรายเกินไป แต่ก็พอมีจุดที่จะจอดนอนได้นะคือ ช่วงที่ออกจากเขาเข้าสู่เขตอำเภอเชียงดาวจะมีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ หรือเมื่อขับเลยมาก่อนที่จะเข้าตัวอำเภอจะมี 7-11 อยู่ริมทาง เป็นจุดพักรถที่มีไฟสว่าง มีลานจอดและห้องน้ำไว้บริการด้วย ที่เห็นก็มีเพียงจุดเดียวนี่แหละ

IMG_5311-copy-2

ที่พักที่เชียงดาว อยู่ริมถนนสาย 117 พอดี

มีโอกาสจะไป Slow Life ที่เชียงดาว

ไปถึงเชียงดาวและเข้าที่พักเป็นเวลาตีหนึ่งพอดี ซึ่งที่พักที่ได้ไม่ได้จองไว้ตั้งแต่แรก และไม่อยู่ในลิสต์ที่พักที่เช็คเอาไว้ด้วย ในขณะที่กำลังจอดรถเพื่อโทรเช็คที่พักที่เตรียมข้อมูลไว้ หันไปเห็นป้ายที่พักอยู่ริมทางเลยลองโทรไปสอบถาม ตอนแรกโทรไปไม่ติด กำลังจะขับรถไปต่อ ขับไปได้นิดเดียวก็เห็นที่พักอยู่ริมทางพอดี ลองโทรอีกที โชคดีคราวนี้โทรติดและมีห้องพักว่างแถมไม่แพงด้วย มีห้องราคา 600 กับ 800 บาท

เป็นที่พักเล็กๆ ริมทาง แต่น่ารักดีนะ ไม่ได้หรูหรา แต่ก็ดูน่าพัก และคืนนั้นมีคนเข้าพักอยู่ก่อนแล้วด้วย จึงดูไม่น่ากลัวเท่าไร ไปเที่ยวกัน 3 คนพ่อแม่ลูก และเป็นเวลากลางคืน ก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยสักหน่อย

สรุปสำหรับการเดินทางช่วงแรกผ่านไปด้วยดี ใช้เวลา 12 ชั่วโมงเต็มๆ ในการเดินทาง แวะพักเพียง 2 ครั้งเท่านั้นเอง ครั้งแรกแวะเข้าห้องน้ำและเติมน้ำมันแถวๆ กำแพงเพชร และแวะกินเข้าที่ตาก

ช่วงแรกของการเดินทางแม้ว่าจะใช้เวลาไปพอสมควร แต่ก็ถือว่าเป็นไปตามแผนด้วยดี ได้เดินทางมาเตรียมตัวใกล้ดอยอ่างขางอีกหน่อย ทำให้ช่วงเช้าไม่ต้องเร่งรีบมาก และมั่นใจว่าจะขึ้นดอยอ่างขางได้ตามเวลา ที่สำคัญหาที่พักได้อย่างที่คิดไว้ ได้มีที่นอนและที่อาบน้ำให้สบายตัว

ดอยอ่างขาง แม้ว่าคนจะเยอะไปสักหน่อยแต่ก็ประทับใจ

ตื่นมา 6 โมงเช้า ขับรถออกไปสำรวจอำเภอเชียงดาวสักหน่อย จริงๆ ไปหาปั๊มเติมน้ำมันต่างหาก เพราะว่าน้ำมันในถังเริ่มพร่องแล้วต้องเติมให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปขึ้นดอย ออกมาจากห้องพักนอกจากฟ้ายังไม่สางแล้ว หมอกยังหนาอีกด้วย ขับรถออกไปไม่ไกลก็เจอกับปั๊มน้ำมัน แวะไปเติมน้ำมันหากาแฟในร้านสะดวกซื้อกินสักหน่อยก็ขับรถกลับที่พัก ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 7 โมงเช้าแล้วแต่ฟ้าก็ยังไม่สว่างเท่าที่ควร ทัศนวิสัยค่อนข้างจำกัด มองเห็นได้ไม่ไกลนัก

เมื่ออาบน้ำอาบท่าและเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางในเวลา 8 โมงเช้า ตอนนี้แสงแดดเริ่มมาแล้ว แต่ยังมีหมอกจางๆ อยู่ๆ อากาศเย็นสบาย ช่วงที่ขับรถไปเติมน้ำมันได้เห็นบรรยากาศคร่าวๆ ของเมือง (อำเภอ) รู้สึกเงียบสงบดี บรรยากาศล้อมรอบไปด้วยเขา ถนนหนทางเป็นถนนลาดยางเส้นเล็กๆ ตอนนั้นผู้คนไม่เยอะนะไม่แน่ใจว่ายังไม่ตื่นหรือเพราะว่าหยุดปีใหม่กันแล้ว แต่รู้สึกว่าเมืองสงบน่าอยู่และอากาศดีมาก มีโอกาสจะไปใช้ชีวิตแบบ Slow Life ที่นี่สักอาทิตย์หนึ่ง

เดินทางกันต่อเลย จากเชียงดาวไปถึงดอยอ่างขางเป็นระยะทางประมาณ 80 กม. โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกจากเชียงดาวไปถึงตีนดอย (ทางไชยปราการ) ระยะทางประมาณ 60 กม. และช่วงขึ้นดอยประมาณ 25 กม.

ดอยอ่างขางสามารถขึ้นได้ 2 ทางคือ เส้น 1178 (บ้านอรุโณทัย) และเส้น 1249 (ไชยปราการ)

ขึ้นดอยอ่างขางทางไหนดี

เป็นหนึ่งคำถามยอดฮิตของคนที่จะไปเที่ยวดอยอ่างขางคือ จะขึ้นดอยทางไหนดี อย่างที่บอกไปว่าทางขึ้นดอยมี 2 ทางคือ ขึ้นทางถนนสาย 1178 (บ้านอรุโณทัย) หรือสาย 1249 (ไชยปราการ)

ถ้ามาจากเชียงดาวจะถึงทางที่จะเลี้ยวไปถนนสาย 1178 ก่อน ส่วนถนนสาย 1249 ต้องขับเลยไปทางที่จะไปอำเภอฝาง เท่ากับว่าถ้ามาจากทางฝางก็จะถึงสาย 1249 ก่อน

ถ้าจะขับแบบไม่ย้อนไปย้อนมาก็ต้องดูว่ามาจากไหน และขาลงจะไปไหนต่อ หรืออีกมุมหนึ่งถ้าเน้นเอาสะดวกเรื่องเวลาเน้นทำเวลา สาย 1249 หรือทางไชยปราการจะเป็นช่วงที่มีระยะทางขึ้นเขาสั้นกว่า ส่วนทาง 1178 จะเป็นช่วงที่ขึ้นเขาที่ค่อนข้างยาวพอสมควร ยาวสักประมาณ 40 กม. ได้มั้ง คร่าวๆ นะครับ

สิ่งที่คนชอบถามว่าขึ้นทางไหนดีคือ มักไม่ได้ห่วงเรื่องระยะทาง แต่ห่วงเรื่องความชัน อยากจะรู้ว่าขึ้นทางไหนที่สบายใจกว่ากัน ผมก็ไปขึ้นดอยอ่างขางครั้งแรกเหมือนกัน และหาข้อมูลแบบนี้เหมือนกัน

ตอนที่หาข้อมูลได้ข้อมูลว่า 1178 ทางชันน้อยกว่าขึ้นลงสบายกว่า แต่ทาง 1249 ระยะทางแค่ 25 กม.แค่นั้น แต่ทางชันกว่าและมีโค้งพับผ้าด้วย

นอกจากหาข้อมูลแล้วก็ดู Google Maps ประกอบ พบว่าทาง 1178 นั้นค่อนข้างไกลกว่าจริงๆ จึงตัดสินใจว่าไปขึ้นทาง 1249 ดีกว่า ผมมีเหตุผลส่วนตัว 2 ประการที่อยากจะไปขึ้นทาง 1249 คือ อยากไปถึงบนดอยเร็วๆ ตามกำหนดการที่วางไว้ และอยากลองดูว่ารถที่ผมใช้ซึ่งเป็นแค่อีโคคาร์จะขึ้นไหวไหม

ผมขับขึ้นทาง 1249 และผ่านไปได้ด้วยดี ไปถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขางประมาณ 10 โมงกว่าๆ แค่นั้น ถือว่าทำเวลาได้ดีมากๆ มีเวลาเดินเล่นแบบชิวๆ ระหว่างทางไม่เห็นรถนักท่องเที่ยวมากนัก ช่วงที่ขับขึ้นดอยก็เช่นกัน ถือว่ารถโล่งๆ แต่เมื่อไปถึงไม่นานมีรถทยอยตามขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่าจะนอนค้างบนดอยสักคืนจึงตัดสินใจขับลงเลยดีกว่า

พูดถึงบรรยากาศบนดอยอ่างขางไม่ทำให้ผิดหวัง แม้คนจะเยอะไปสักหน่อย แต่บรรยากาศบนดอยก็สวยงาม มองไปทางไหนก็สวย มีโอกาสจะขึ้นไปใหม่ ถ้าเป็นไปได้อยากจองที่พักของทางสถานีฯ แล้วใช้ชีวิตแบบชิวๆ อยู่บนนั้นสักวัน นอนค้างสักคืน แต่คราวนี้มาสัมผัสแค่นี้พอก่อน

DSC_0026-copy-2

อากาศเย็นสบาย ดอกไม้สวย เสียดายไม่ได้แวะถ่ายต้นบ๊วยมาฝาก รถเยอะเลยขี้เกียจหาที่จอด

DSC_0045-copy-2

ได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งบานก็คุ้มแล้ว

IMG_5317-copy-2

ชมวิว รีสอร์ท อ่างขาง อยู่ก่อนถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนิดเดียว บรรยากาศดีน่าพัก

ที่พักที่จองไว้คือ ห้องพักที่สถานีอนามัยอ่างขางคืนละ 1,500 บาท โอนเงินมัดจำไว้แล้วครึ่งหนึ่ง ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอนบนดอยสักคืนแล้วตอนเช้าขับลงแต่เช้าเพื่อไปดอยแม่สลองต่อ โดยตั้งใจว่าจะไปถึงแม่สลองสักประมาณ 11 โมงเช้า และพักที่ คุ้มนายพล รีสอร์ท สักคืน

แต่เห็นรถแล้วคิดว่าขับลงจากดอยวันนั้นเลยดีกว่า ลงจากดอยประมาณบ่ายโมง โดยตัดสินใจลองขับรถลงทาง 1178 ดูบ้าง หลังจากมีโอกาสได้ขึ้นและลงทั้ง 2 ทาง ความเห็นของผมเกี่ยวกับการขับรถขึ้นดอยอ่างขางคือ ทาง 1249 ทางค่อนข้างชันจริงๆ มีโค้งพับผ้าอยู่ 3-4 โค้งมั้งไม่แน่ใจ แต่ระยะทางก็สั้นกว่ามากๆ ถ้าขับรถใหญ่พวกกระบะ SUV หรือรถที่มีกำลังดีๆ ขึ้นและลงทางนี้แหละ เร็วดี

ส่วนทาง 1178 จากที่อ่านข้อมูลว่าทางชันน้อยกว่า เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ต่างกันมาก มีช่วงที่ชันมากๆ เหมือนๆ กัน แต่ไม่มีโค้งพับผ้าให้เสียวแค่นั้น จากตอนแรกที่ผมกะว่าจะลงทางนี้เพื่อความสบายใจเพราะใช้รถอีโคคาร์ สุดท้ายรู้สึกว่าตัดสินใจผิดไปนิดหนึ่งเนื่องจากทางชันพอๆ กัน แถมระยะทางไกลกว่ามาก ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะลงมาถึงถนนข้างล่าง (117) ได้

ถ้ามาจากทางเชียงดาวและจะขึ้นทาง 1178 กรณีนี้ถือว่าโอเค หรือว่าขาลงจะไปเชียงดาวต่อแล้วลงทาง 1178 อาจจะช้ากว่าแต่เปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนวิวอันนี้โอเค ถ้ามาจากทางฝางแนะนำว่าขึ้นทาง 1249 เลย ไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมา และถ้าจะลงแล้วไปทางฝางต่อก็ลงทาง 1249 เลย เร็วกว่ากันมาก

Nissan March ขึ้นดอยอ่างขาง กลับได้ ไปถึง

เป็นคำถามยอดฮิตอีกเหมือนกันคือ Nissan March ขึ้นดอยได้ไหม หรือรถเล็กๆ อย่างอีโคคาร์เครื่องแค่ 1,200 ซีซี ขึ้นดอยไหวไหม แม้ว่าถึงตอนนี้เรื่องนี้ คำถามนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว เพราะหลายปีที่ผ่านมามีผู้ใช้มาร์ทรวมถึงอีโคคาร์รุ่นอื่นๆ ต่างพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รถอีโคคาร์ก็ขึ้นดอยได้ แต่คำถามแบบนี้ก็ยังมีอยู่เนืองๆ เนื่องจากผู้ที่ยังไม่เคยไปก็ยังคงคาใจอยู่ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่คาใจกับสมรรถนะของรถตัวเองคันนี้ ปีนี้ได้โอกาสเลยขอลองสักหน่อย และถือโอกาสมาแชร์ไว้เป็นข้อมูลอีกทางหนึ่งว่าอีโคคาร์หรือ March ก็ขึ้นดอยได้เหมือนกันนะ

IMG_5314-copy-2

ถ่ายไว้เป็นที่ระลึกว่ารถเล็กๆ อย่าง Nissan March ก็ขึ้นดอยกับเขาได้เหมือนกัน

รถผมเป็น Nissan March รุ่นเกียร์ธรรมดา ณ วันที่เอาไปขึ้นดอยนี่ใช้งานมาประมาณ 2 ปีกว่าๆ แล้ว แต่เพิ่งวิ่งไปแค่ 3 หมื่นกว่าโล สภาพความพร้อมโดยรวมยังถือว่าโอเคอยู่ เครื่องยังดี เบรคเพิ่งเช็คก่อนเดินทาง และยางเพิ่งเปลี่ยนหมาดๆ

ตลอดทริปในเส้นทางภาคเหนือ เช่น เส้นทางฝาง-แม่สรวย ที่จะไปเชียงราย เป็นทางที่คดโค้งตลอด ซ้ายทีขวาทีเป็นระยะทางกว่า 60 กม. ผมขับได้อย่างมั่นใจและสนุกสนานกับการเข้าโค้งมากๆ คงมีเพียงช่วงทางขึ้นและลงดอยอ่างขางเท่านั้นที่แอบกังวลในตอนแรก

ผมขึ้นทาง 1249 อย่างที่บอกไป ทางขึ้นชันมาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องขึ้นไปชันๆ แล้วต้องเลี้ยวแล้วพับผ้าและทางก็ชันขึ้นไปอีก ตลอดทางขึ้นใช้เกียร์ 1 เป็นส่วนใหญ่ และค่อยๆ ขับไต่ระดับความชันไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรอบมากนัก แต่ในจังหวะที่สามารถเร่งเครื่องเพื่อส่งกำลังได้ก็จะเร่งตามจังหวะการขึ้นเขา แต่ทางชันแม้ในช่วงที่ชันมากๆ สามารถไต่ระดับขึ้นไปได้โดยไม่มีปัญหา มีบ้างบางจังหวะเหมือนกันที่รอบเครื่องยนต์มีอาการรอรอบให้เสียวเล็กน้อย แต่ก็ผ่านไปได้ในที่สุด

ขึ้นไปจนเกือบจะถึงสถานีฯอ่างขาง จะมีอยู่ 2 ช่วงที่เป็นทางลงชันๆ ยาวๆ เป็นช่วงที่ควรระมัดระวังอย่างมาก ในช่วงที่ชันมากๆ นั้นแม้ว่าจะใช้เกียร์ 2 แต่ Engine Brake ก็ยังคงไม่เพียงพอที่จะหน่วงรถเอาไว้ได้ รถยังคงวิ่งลงทางชันด้วยความเร็วเกินไป แต่เมื่อลองใช้เกียร์ 1 พบว่ารอบเครื่องยนต์สูงเกินไป เฟืองเกียร์หมุนเร็วมากจนมีเสียงวี้ดดังขึ้น ผมจึงตัดสินใจใช้เกียร์ 2 และใช้เบรคช่วยโดยการเหยียบปล่อยๆๆ เป็นระยะๆ

ด้วยเหตุที่ได้ลงทางชันดังกล่าว ทำให้ผมตัดสินใจที่จะลองลงทาง 1178 ดู เพราะได้อ่านคำแนะนำในอินเทอร์เน็ตมาว่าทาง 1178 จะไม่ชันเท่าไร เป็นทางลาดชันที่คดเคี้ยวธรรมดาๆ เท่านั้น แต่เอาเข้าจริง ผมก็เจอทางชันในลักษณะที่ว่าเหมือนกัน เจออยู่หลายช่วงด้วย หลายๆ ช่วงเป็นทางลงเขาที่ชันและยาว 1-2 กม. ก็มี

ที่น่ากลัวและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การขับลงเขาที่ชันมากๆ และยิ่งสุดทางชันเป็นทางโค้งด้วยแล้วยิ่งอันตรายมาก หากสุดทางชันเป็นทางตรงต่อเนื่องขึ้นเนินไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะสามารถเหยียบคันเร่งทำความเร็วได้เพื่อเร่งส่งได้ แต่หากสุดทางชันเป็นทางโค้งต้องระวังเรื่องของความเร็วในขณะที่รถเคลื่อนลงทางชันมากๆ ไม่เช่นนั้นอาจหลุดโค้งได้ง่ายๆ หากใช้เบรคมากเกินไปเบรคก็อาจจะไหม้ได้

ดีหน่อยตรงที่ว่าตัดสินใจลงจากดอยในวันนั้นเลย และช่วงขาลงทาง 1178 รถไม่เยอะ เรียกว่ารถน้อยมากทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่าย ไม่ต้องระแวงกับรถคันอื่นที่ร่วมทางมา โดยเฉพาะหากเจอคันหน้าที่ทำให้เสียจังหวะเป็นอะไรที่อันตรายมาก

สถานีต่อไป วัดร่องขุ่น – ไร่บุญรอด

จากแผนที่วางไว้ว่าจะนอนค้างบนดอยอ่างขางและวันที่สองไปเที่ยวต่อที่ดอยแม่สลอง เมื่อลงจากดอยอ่างขางแล้วจึงคิดเปลี่ยนแผนดีกว่าด้วยเหตุผลคือ สงสารรถโดยเฉพาะขาลง และเห็นว่ารถนักท่องเที่ยวเริ่มเยอะขึ้นกว่าตอนเช้าอย่างเห็นได้ชัด คิดว่าวันพรุ่งนี้ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รถต้องเยอะแน่นอน หากต้องไปเจอรถเยอะๆ เวลาขึ้น-ลงดอยคงไม่ดีแน่

ในวันแรกจึงตัดสินใจไปนอนที่ตัวเมืองเชียงราย เดินทางโดยใช้เส้นทาง ฝาง-แม่สรวย-เชียงราย ระยะทางประมาณ 70 กม. เห็นจะได้ แต่ใช้เวลาพอสมควรทีเดียวเนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านเขา แม้ว่าไม่มีทางลาดชัน แต่ก็เป็นทางโค้งซ้ายขวาๆ ตลอดเส้นทาง ถ้าใครจะใช้เส้นทางนี้แนะนำว่าอย่าขับผ่านช่วงเย็นหรือค่ำ เพราะทางค่อนข้างเปลี่ยว ดูวังเวงทีเดียว แค่ประมาณ 4 โมงเย็นกว่าๆ ก็ดูเหมือนครึ้มๆ จะมืดแล้ว และถ้าเป็นหน้าฝนควรหลีกเลี่ยงเส้นทาง เพราะจะมีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่มีหินถล่มด้วย

กะว่าถ้าไปถึงเชียงรายสักบ่าย 4 โมงเย็น อาจจะแวะไปเที่ยวที่ไร่บุญรอดก่อน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่กำลังดี แดดร่มลมตก บรรยากาศน่าจะกำลังดี แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ไปถึงเชียงรายเอาตอน 6 โมงเย็น ซึ่งมืดแล้ว มืดมาก จึงหาที่พักที่เชียงรายนอนพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

เดิมทีจองที่พักในเมืองเชียงรายที่ ปาร์คอิน รีสอร์ท เอาไว้ ในคืนต่อไป เนื่องจากเปลี่ยนแผนทำให้ต้องหาที่พักใหม่ โทรไปถามที่พักโรงแรมที่หาข้อมูลไว้ ปรากฏว่าเต็มหมด ซึ่งตอนที่เคยโทรมาถามเมื่อเกือบเดือนที่แล้ว ที่พักเหล่านั้นก็เกือบจะเต็มอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ก็คงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ได้หายากเกินไป ยังพอมีที่พักให้เลือกตัดสินใจอยู่บ้าง 2-3 ที่

ที่แรก เดอะคอร์เนอร์ ที่พักนี้ก็ถือว่าโอเคสำหรับราคาและที่พักในระดับนี้ เสียแต่ว่าอยู่ห่างจากเมืองไปหน่อย ที่ นิ่มซี่เส็ง ขับผ่านพอดีลองแวะเข้าไปดูสักหน่อย ปรากฏว่ายังมีห้องว่าง เคยอ่านรีวิวมาบ้าง เห็นว่าภายในห้องพักจะดูเก่าๆ อับๆ แต่เข้าไปทีแรกได้เห็นชั้นล่างตกแต่างดูทันสมัยสวยงามมาก คิดว่าพักที่นี่แหละ โชคดีขอดูห้องก่อน บรรยากาศชั้นล่างกับชุ้นอื่นๆ ตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปนี่คนละเรื่องกันเรื่อง บรรยากาศโถงทางเดินมืดๆ ทึมๆ บรรยากาศในห้องก็ดูมืดๆ อึมครึมๆ ไม่โปร่ง แถมไฟก็ไม่สว่าง มีแต่ไฟเหลืองๆ ให้ใช้ เข้าไปแล้วรู้สึกอึดอัด นอนไม่หลับแน่แบบนี้

กำลังจะขับรถไปที่ เดอะคอร์เนอร์ ขับไปได้ไม่ไกล เห็นโรงแรมอยู่ซ้ายมือ โรงแรมอยู่สุข แวะเข้าไปดู เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีห้องพักแบบห้องเรือนแถวชั้นเดียวด้วย ดูน่าพักดี จอดรถแล้วเดินเข้าห้องพักได้เลยสะดวกดี ของเยอะไม่ต้องเดินไกล ห้องพักก็ถือว่าโอเค จึงเลือกพักที่นี่ แถวใกล้แหล่งหาของกินอีกด้วย ชั่วโฒงนี้คงเลือกมากไม่ได้ มัวแต่เลือกก็คงไม่ได้พักผ่อนกันพอดี

วัดร่องขุ่น ครั้งที่สอง ในรอบสิบปี

ผมเคยไปเที่ยววัดร่องขุ่นครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ประมาณปี 2548 ก็ 10 ปีพอดี ตอนนั้นวัดร่องขุ่นก็เป็นที่รู้จักแล้ว เนื่องจากมีโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้ว น่าจะยังไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว แต่ก็เป็นรูปเป็นร่างดูโดดเด่นและเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้แล้ว ตอนนั้นคงมีเพียงโบสถ์ที่เป็นอาคารอันวิจิตรบรรจงที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรกๆ มีอาคารที่ขายภาพพิมพ์ผลงานของอาจารย์เฉลิมชัย ในครั้งนั้นมีโอกาสได้เจออาจารย์เฉลิมชัยด้วย แกกำลังเดินตรวจตราวัด พอดีไปในวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์

แกใส่ชุดหม่อฮ่อม หมวกกะโล่ ถือไม้ท้าวเดินดูโน่นดูนี่อยู่ แล้วก็ทักทายนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้วย ผมเองก็ได้ไปถ่ายกับอาจารย์ไว้เป็นที่ระลึกเหมือนกัน และซื้อภาพพิมพ์มาด้วย

ผ่านไป 10 ปี อะไรๆ เปลี่ยนไปพอสมควร ไม่ได้เปลี่ยนไปสิ เรียกว่าขยายขึ้นอย่างผิดหูผิดตา มีอาคารใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายอาคาร เช่น กุฏิเจ้าอาวาส อาคารแสดงผลงานจริงของอาจารย์เฉลิมชัย (เข้าไปดูได้ฟรี) ห้องน้ำสีทองเหลืองอร่ามงามตระการตา ฯลฯ

มีลานจอดรถเป็นเรื่องเป็นราว มีทีมงานดูแลทุกอย่างอย่างเป็นระบบ จากที่จอดรถผมเดินเข้ามาทางด้านหลังของวัด ผ่านจุดที่เขียนใบโพธิ์ก่อนเลย เป็นใบโพธิ์สีเงินที่ออกแบบอย่างสวยงาม มีราวให้แขวนใบโพธิ์ซึ่งมีผู้สนใจเขียนชื่อ อธิษฐานและนำใบโพธิ์ไปแขวนจำนวนมาก เห็นที่ราวตอนแรกก็คิดว่าเยอะแล้วนะ แต่ที่เห็นบนราวนั้นยังไม่ได้ส่วนหนึ่งของใบโพธิ์ที่อยู่ด้านในเลย

เมื่อเดินเข้าไปด้านในอีก จะเห็นซุ้มทางเดินซึ่งหลังคาที่ให้ร่มเงาทำขึ้นจากการนำใบโพธิ์มาแขวนเอาไว้ แขวนกันเยอะและแน่นมากๆ นับไม่ถ้วนเลยว่ามีผู้มาเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นมากแค่ไหน

ไปถึงวัดแต่เช้า 9 โมงเช้า คนก็ถือว่าพอสมควรแล้ว แต่เมื่อเดินชมวัดไปเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียวคนนี่แน่นขนัด แม้คนจะแน่นไปสักหน่อยแต่ก็เดินชมบรรยากาศและอาคารของวัดได้อย่างเพลินๆ ในส่วนของโบสถ์หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในวันที่ไปเข้าใจว่าได้ซ่อมเสร็จแล้ว เพราะเปิดให้เข้าชมได้แล้ว …ยังคงสวยงามเหมือนเดิม

DSC_0083-copy-2

โบสถ์วัดร่องขุ่นยังคงสวยงามเหมือนเดิม

ไร่บุญรอด ผ่านมาก็แวะเสียหน่อย

ใช้เวลาเดินชมวัดร่องขุ่นอยู่ 3 ชั่วโมงเต็มๆ ก็ออกเดินทางไปยัง ไร่บุญรอด ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเป็นที่ต่อไป ไปถ่ายสิงห์กับเขาเสียหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงเชียงรายแล้ว

ไร่บุญรอดถือว่าเป็นเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เป็นทางผ่านอยู่แล้ว เพราะดูรีวิวมาพอสมควร โอเคล่ะ ถ่ายรูปแล้วสวย แต่จริงๆ แล้ว โดยเฉพาะถ้าไปช่วงกลางวัน ร้อนมากๆ โดยส่วนตัวไม่ได้ตื่นเต้นอะไร อารมณ์เหมือนตอนที่ไปไร่องุ่นแถวเขาใหญ่ ถ้าไปสักช่วงบ่าย 4 โมง ไปนั่งเล่นกินลมชมวิวอย่างนั้นโอเค แต่ไปตอนกลางวันไม่รู้จะดูอะไร และไม่ได้สนใจที่จะเข้าไปชิมอาหารที่ร้านหรือเดินชมส่วนอื่นๆ กับที่นี่จึงใช้เวลาไม่นานก็ออกเดินทางต่อ

จากแพลนที่วางไว้สำหรับทริปเชียงรายคือ หลังจากขึ้นดอยแม่สลองในวันที่สองและค้างที่นั่น วันที่สามจะเดินทางไปพระตำหนักดอยตุงแต่เช้า และบ่ายๆ ค่อยลงมาเที่ยววัดร่องขุ่น และไร่บุญรอดในตอนเย็น

เมื่อเปลี่ยนแผนยกเลิกการขึ้นดอยทั้งหมด เท่ากับว่าจุดหมายที่เชียงรายตอนนี้ครบหมดแล้ว ครั้นจะไปที่อื่นอย่าง แม่จัน หรือ แม่สาย ก็น่าจะไม่ดีสักเท่าไร เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย ถ้าไปก็จะเป็นการขับไปแบบเรื่อยเปื่อย หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลการจะเรื่อยเปื่อยก็คงดูชิวดี แต่ช่วงเทศกาลแบบนี้ขอไปในเส้นทางที่ได้ตระเตรียมและหาข้อมูลไว้ดีกว่า

หลังจากชมไร่บุญรอดเสร็จแล้ว จึงมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ออกเดินทางจากเชียงรายในตอนเที่ยง ไปถึงเชียงใหม่ตอนบ่าย 3 โมง ใช้เส้นทาง เชียงราย – แม่สรวย – เวียงป่าเป้า – ดอยสะเก็ด เป็นเส้นทางที่ต้องขับผ่านเขา เป็นอีกช่วงหนึ่งที่สนุกกับการขับรถมากๆ อีกทั้งวิวทิซทัศน์ตลอด 2 ข้างทางก็สวยมากๆ ด้วย ถือว่าได้เที่ยวไปในตัว เส้นทางนี้จะผ่าน น้ำพุร้อนเวียงป่าเป้า ด้วย ถ้าใครไม่รีบก็แวะเที่ยวได้อีกหนึ่งที่

แต่พอดีว่าวันนี้อยากไปถึงเชียงใหม่เร็วสักหน่อย เพราะที่เชียงใหม่ไม่ได้จองที่พักไว้เลย ลองโทรเช็คแล้ว เต็มๆๆๆๆ เต็มไปหมด โดยเฉพาะที่ที่อยากไปพักนี่ไม่เหลือว่างเลย ก็เลยคิดว่าสำหรับที่เชียงใหม่ เรื่องที่พักนี่ไว้ไปหาเอาดาบหน้า (แต่สรุปแล้วทริปนี้ก็หาที่พักเอาดาบหน้าตลอดเลย) จึงอยากไปถึงเร็วสักหน่อย อยากมีเวลาเดินชิวในเมืองเยอะๆ

IMG_5442-copy-2

แนะนำให้ไปช่วงเย็นๆ แดดร่มลมตก

IMG_5448-copy-2

วัดพระสิงห์ เป้าหมายที่ต้องไป

ได้ที่พักที่เชียงใหม่ตอน 4 โมงเย็น ถือว่าเป็นไปตามแผน พักที่ ลายไทย เกสท์เฮ้าส์ ใกล้ประตูท่าแพเลย เป้าหมายที่ตั้งใจไว้สำหรับเชียงใหม่คือ ขึ้น พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ถ้าเวลาและสภาพการณ์อำนวย ตอนแรกคิดๆ อยู่ เห็นว่ามาถึงเชียงใหม่เร็ว เช้าตื่นแต่เช้าแล้วไปนั่งรถแดงขึ้นไปพระตำหนักฯ แต่เช้า น่าจะพอไหว แต่สุดท้ายกว่าจะได้นอนและช่วงเย็นที่เชียงใหม่เดินเล่นเพลินไปหน่อยเลยค่อข้างจะเพลีย พระตำหนักเลยยกเลิกไป

อีก 2 ที่ที่ตั้งใจและได้ไปก็คือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร สอบถามคนแถวนั้นได้ความว่าวัดเปิดถึง 2 ทุ่ม และตอนนั้นเป็นเวลาแค่ประมาณ 4 โมงกว่าๆ เมื่อจัดแจงเรื่องที่พักเสร็จจึงมุ่งหน้าไปที่วัดพระสิงห์ก่อนเลยด้วยการนั่งรถแดง คนละแค่ 20 บาทแค่นั้น ไม่ต้องขับรถไปเองให้เมื่อย เส้นทางไปวัดพระสิงห์มีช่วงหนึ่งที่มีวัดอยู่เรียงรายติดกันหลายวัดเลย ไม่ได้นับว่ามีถึง 9 วัดไหม ถ้ามีถึง 9 วัดนี่สบายเลยนะ ใครจะไหว้พระ 9 วัดไปที่นี่เลย

ไม่นานก็ถึงวัดพระสิงห์ ได้ไหว้พระที่นี่สมใจ…

เสร็จจากการไหว้พระที่วัดพระสิงห์ก็เดินทางต่อไปที่ ไนท์บาซ่า ไปถึงประมาณ 6 โมงกว่าๆ ร้านก็เริ่มเปิดกันแล้ว แต่บรรยากาศที่ ไนท์บาซ่า วันนั้นไม่ประทับใจเลย เงียบเหงา ร้านค้าน้อย เดินพอได้เห็นโน่นเห็นนี่ก็กลับที่พัก จากที่คิดว่าคงจบแล้วสำหรับเชียงใหม่ในวันนั้น แต่เหมือนได้กำไรอย่างไม่คาดฝัน

จากที่ไม่คิดเลยว่าจะได้เดินถนนคนเดินด้วย เพราะวันที่ไปเป็นวันธรรมดา และตอนที่ขับรถเข้าเมืองเห็นป้ายติดอยู่ริมทางบอกว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ยกเลิกแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา พอถึงที่พักคิดว่าจะเดินไปหาซื้ออะไรมากินที่ห้องสักหน่อย เดินไปประมาณ 600 เมตร ไปทางประตูท่าแพ ก็ได้พบกับๆๆๆ ถนนคนเดิน ซึ่งมีของขายแน่นขนัด บรรยากาศตื่นตาตื่นใจกว่าไนท์บาซ่าเป็นไหนๆ ทั้งของที่ขายก็น่าสนใจมากกว่า ของกินก็เพียบ แถมมีดนตรีให้ชมอีกต่างหาก เลยได้เดินเที่ยวถนนคนเดิน (ท่าแพ) อยู่อีกพักใหญ่ ก่อนที่จะกลับห้องพักผ่อน

DSC_0090-copy-2

แวะสักการะ วัดพระธาตุหริภุญชัย ก่อนกลับกรุงเทพฯ

เป็นอีกเป้าหมายที่ตั้งใจว่าจะต้องไปก่อนกลับกรุงเทพฯ คือ วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อล้มเลิกความตั้งใจที่จะขึ้น พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงตัดสินใจว่าเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันนั้นเลยแล้วกัน ไม่รู้จะไปที่ไหนแล้ว คนก็เริ่มเยอะแล้วด้วย แต่ขากลับต้องแวะอีกที่หนึ่งที่ตั้งใจไว้ก่อน ต้องไปสักการะพระธาตุหริภุญชัยเสียหน่อย

จากที่คิดว่าจะขับกลับเส้นซุปเปอร์ไฮเวย์ตามปกติแล้วแวะเข้าเมืองลำพูน แต่ขับไปขับมาได้ออกไปทางสายในเสียนี่ เส้นที่มีต้นยางต้นใหญ่ๆ เรียงรายอยู่ 2 ข้างทาง แม้ว่าจะผิดทางไปหน่อยแต่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะได้ชมบรรยากาศและเส้นทางอื่นๆ ดูบ้าง

IMG_5493-copy-2

สรุปทริปนี้จากที่วางแผนเที่ยวไว้ 4-5 วัน สุดท้ายก็ใช้เวลาไปแค่ 3 วันเท่านั้น แต่ก็เป็น 3 วันที่สนุกสนานและมีความสุขดี แต่ละที่ที่ไปไม่เจอกับสภาพรถติดขัดเลย แม้จะเจอคนเยอะบ้าง แต่ก็ไม่เจอรถติดหนักๆ เลย และแม้ว่าจะไม่ได้ไปขึ้นดอยอีก 2 ดอยตามที่ตั้งใจ แต่ก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไร เพราะภาคเหนือคงไม่ได้ไปแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแน่นอน คราวนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องได้ไปอีก ยังมีอีกหลายที่ที่ให้ไป

IMG_5525-copy-2

แวะซื้อของฝากริมทางแถวลำปาง

IMG_5527-copy-2

ทริปนี้เดินทางไปทั้งสิ้นเป็นระยะทาง 2,195.5 กม. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ (กลับได้-ไปถึง) ทริปหน้าเจอกันใหม่ Happy New Year 2016 ทุกๆ คนครับ

Comments

comments

(Visited 5,227 times, 1 visits today)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *